การบริหารทรัพยากรบุคคล
ในปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายของบริษัทสืบเนื่องจากรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้ก้าวเข้าสู่ระบบการแข่งขันในตลาดอย่างสมบูรณ์ มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันในตลาดน้ำครบวงจร ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของบุคลากรในองค์กร ที่ต้องปรับตัวเพื่อก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง การสื่อสารให้ข้อมูลที่ถูกต้องตรงไปตรงมา ตลอดจน การสร้างขวัญกำลังใจจากฝ่ายบริหาร จึงเป็นภารกิจสำคัญในปี 2568 ที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพยากรบุคคลควบคู่กับการสร้างความผูกพันของพนักงาน (Employee Engagement) โดยมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานให้เกิดการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งนี้ บริษัทตระหนักถึงการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพและมีผลงานที่ดีให้คงอยู่กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว บริษัทจึงสนับสนุนให้พนักงานมีโอกาสพัฒนาความก้าวหน้าในสายอาชีพ ผ่านกิจกรรมพัฒนาศักยภาพที่หลากหลาย ทั้งด้านทักษะวิชาชีพ ภาวะผู้นำ และการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้พนักงานได้แสดงศักยภาพและมีส่วนร่วมในโครงการหรือกิจกรรมที่มีความสำคัญต่อองค์กร
ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินงานในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนี้
การปรับปรุงกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล
การบริหารผลการปฎิบัติงาน (Performance Management System)
บริษัทมีระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management System) ที่มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และเชื่อมโยงกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร (Corporate KPIs) โดยบริษัทได้มีการสื่อสารหลักเกณฑ์ วิธีการประเมินผลงาน ให้พนักงานทุกคนในองค์กรรับทราบร่วมกันเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ บริษัทได้กำหนดตัวชี้วัดผลงานที่เหมาะสมกับระดับความรับผิดชอบของพนักงานในแต่ละตำแหน่ง โดยครอบคลุมทั้งมิติผลลัพธ์องค์กร ความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ สมรรถนะ และคุณภาพการปฏิบัติงาน ดังนี้
- ตัวชี้วัดผลงานระดับองค์กร (Corporate KPIs) เพื่อวัดผลลัพธ์การดำเนินงานของบริษัท เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้
- ตัวชี้วัดผลงานเชิงกลยุทธ์ (Strategic KPIs) เพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรม หรือโครงการที่สำคัญประจำปี
- ตัวชี้วัดผลงานรายบุคคล (Individual KPIs) เพื่อวัดผลการทำงานของพนักงานตามหน้าที่รับผิดชอบในตำแหน่งต่าง ๆ
- ตัวชี้วัดผลงานร่วม (Common KPIs) เพื่อวัดผลงานที่สำคัญประจำปี โดยพนักงานทุกคนในองค์กรมีส่วนรับผิดชอบผลสำเร็จร่วมกัน
- ตัวชี้วัดสมรรถนะหลัก (Core Competency - CC) เพื่อประเมินพฤติกรรมอันพึงประสงค์ในการทำงานที่พนักงานทุกคนควรมีในระดับที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน
- ตัวชี้วัดสมรรถนะด้านการบริหารจัดการ (Managerial Competency - MC) เพื่อประเมินทักษะความสามารถด้านการบริหารจัดการของพนักงานระดับอาวุโสขึ้นไป
- ตัวชี้วัดด้านคุณภาพในการปฏิบัติงาน (Working Quality) วัดคุณภาพการทำงานที่พนักงานส่งมอบให้กับหน่วยงาน/องค์กร
สรุปการประเมินผลการปฏิบัติงาน ประจำปี 2568 (Disclosure 404-3)
พนักงานทุกคนมีการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน และได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานครบถ้วน โดยร้อยละของจำนวนพนักงานทั้งหมด แบ่งตามกลุ่มได้ ดังนี้
- จำแนกตามเพศ : พนักงานเพศชาย ร้อยละ 50 พนักงานเพศหญิง ร้อยละ 50
- จำแนกตามตำแหน่ง : พนักงานระดับบริหาร ร้อยละ 8.64 ระดับบังคับบัญชา ร้อยละ 17.72 และ ระดับปฏิบัติการ ร้อยละ 73.64
การดูแลคุณภาพชีวิตและการพัฒนาบุคลากรสู่องค์กรน้ำอย่างยั่งยืน (Disclosure404-2)
การพัฒนาศักยภาพบุคลากร
แนวคิดและบทบาทของการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
ทรัพยากรบุคคลถือเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงาน ความต่อเนื่องของการบริหารจัดการ และความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว การพัฒนาทรัพยากรบุคคลจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านการฝึกอบรม หากแต่เป็นกลไกเชิงระบบที่เชื่อมโยงกับการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การพัฒนาบุคลากรของบริษัทและบมจ.ยูยู ออกแบบให้ครอบคลุม ดังนี้
- การเสริมสร้างความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน
- การปลูกฝังวินัยและจริยธรรมในการทำงาน
- การเตรียมความพร้อมของผู้นำรุ่นใหม่
- การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อรักษาความต่อเนื่องขององค์กร
ทั้งนี้ เพื่อให้บุคลากรในทุกระดับสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (KM Passport)
ในปี 2568 บริษัทจัดให้มีแคมเปญส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องสมุดน้ำ ภายใต้แนวคิด “แชร์ทุกความรู้ มุ่งสู่การพัฒนา” #LeanYourWork #KaizenYourWay เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการจัดการความรู้และการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ KM Passport เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนการเรียนรู้ร่วมกันภายในองค์กร และส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานแบบ “เรียนรู้–ปรับปรุง–ต่อยอด”
แคมเปญดังกล่าวเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การแบ่งปันองค์ความรู้และบทเรียนจากการทำงานจริง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงปรับปรุง และการนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนางาน พร้อมทั้งสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานและยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
ดังนั้น บริษัทได้บูรณาการการมีส่วนร่วมในกิจกรรม KM Passport เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (KPIs) ของพนักงานทุกระดับ สะท้อนความคาดหวังด้านการเรียนรู้ การแบ่งปันความรู้ และการปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่องในระดับบุคคล และสนับสนุนการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
จากการดำเนินแคมเปญดังกล่าว พบว่าพนักงานมีส่วนร่วมในการแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนแนวคิดเชิงปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยองค์ความรู้ที่มีการแบ่งปันและต่อยอดส่วนใหญ่มุ่งเน้นการลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การปรับปรุงวิธีการทำงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนการนำแนวคิด Kaizen และ Lean Management ไปประยุกต์ใช้ในงานประจำอย่างเป็นรูปธรรม
สิทธิมนุษยชน (SHR24)
ในปี 2568 บริษัทบูรณาการนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้พนักงานทุกคนต้องผ่านการอบรมหลักสูตรด้านสิทธิมนุษยชนผ่านระบบ E-Learning ของบริษัทเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน และลดความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ บริษัทได้ประเมินผลการเรียนรู้ของพนักงานผ่านแบบทดสอบหลังการอบรม และนำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicators: KPIs) เพื่อส่งเสริมให้พนักงานสามารถนำหลักสิทธิมนุษยชนไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผลคะแนนถูกนำไปใช้ประกอบการประเมิน KPI ตามระดับผลสัมฤทธิ์ที่กำหนด โดยบริษัทกำหนดให้ผลสัมฤทธิ์ร้อยละ 100 เท่ากับ KPI ระดับ 5 คะแนนเต็ม
| หน่วยงาน | ผู้เข้ารับการฝึกอบรม | ระดับผลสัมฤทธิ์ด้าน KPI (KPI = 5 คะแนน) | ||
|---|---|---|---|---|
| จำนวน (คน) | ร้อยละของพนักงานทั้งหมด | จำนวน (คน) | ร้อยละของพนักงานทั้งหมด | |
| บริษัท | 218 | 99.00 | 218 | 99.00 |
| บมจ.ยูยู | 12 | 100 | 12 | 100 |
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (SHS13)
บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน โดยออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับลักษณะงานและระดับความเสี่ยงของแต่ละตำแหน่ง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุจากการทำงาน พร้อมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอย่างต่อเนื่อง
ผลจากการฝึกอบรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้และความเข้าใจด้านความปลอดภัยให้แก่พนักงานเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อยกระดับการดำเนินงานเป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาผลการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในระดับที่ดี โดยได้รับคะแนนผลการปฏิบัติงานระดับหน่วยงาน (Common KPIs) ในหัวข้อการทำงานโดยไม่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (Goal zero) ในระดับ 5 คะแนนเต็ม สะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพการทำงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระยะยาว
| หน่วยงาน | สัดส่วนการฝึกอบรม | ||
|---|---|---|---|
| จำนวน (หลักสูตร) | จำนวน (คน) | ร้อยละของพนักงานทั้งหมด | |
| บริษัท | 16 | 204 | 93.00 |
| บมจ.ยูยู | 15 | 140 | 96.55 |
การป้องกันการกลั่นแกล้งและการคุกคามในที่ทำงาน (SLS30)
บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เคารพซึ่งกันและกัน และยึดถือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงานทุกคน โดยกำหนดหลักปฏิบัติด้านจริยธรรมและวินัยในการทำงานเป็นกรอบพื้นฐานในการปฏิบัติงานร่วมกัน
ปัจจุบันการป้องกันและจัดการประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งหรือการคุกคามยังอยู่ภายใต้กรอบของนโยบายด้านจริยธรรม วินัย และการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งครอบคลุมแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมและการจัดการกรณีร้องเรียนตามกระบวนการที่องค์กรกำหนด อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางในการยกระดับการสื่อสารและการเสริมสร้างความเข้าใจในประเด็นดังกล่าวให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนในการพัฒนาแนวทางหรือกิจกรรมเสริมสร้างความตระหนักรู้ที่เหมาะสมกับบริบทการดำเนินงานขององค์กรในระยะต่อไป
การลงทุนเพื่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
บริษัทและบมจ.ยูยู มีการลงทุนเพื่อการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในปี 2568 รวมทั้งสิ้น 5,115,542 บาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 14,210 บาทต่อคนต่อปี การลงทุนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของบุคลากรให้สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่และทิศทางการดำเนินงานขององค์กร โดยแบ่งการลงทุนในแต่ละบริษัทดังนี้
| หน่วยงาน | ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและจัดฝึกอบรม | ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการองค์ความรู้ | ||
|---|---|---|---|---|
| บริษัท | 2,250,000.00 บาท | เฉลี่ย 10,227 บาท/คน/ปี | 405,542.00.00 บาท | เฉลี่ย 1,843 บาท/คน/ปี |
| บมจ.ยูยู | 1,760,000 บาท | เฉลี่ย12,138 บาท/คน/ปี | 700,000.00 บาท | เฉลี่ย 4,828 บาท/คน/ปี |
หมายเหตุ : ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อปีคำนวณจากจำนวนพนักงานเฉลี่ยตลอดปี เพื่อสะท้อนการลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรในภาพรวมของทั้งองค์กร
ชั่วโมงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะพนักงาน
| รายการ | รายละเอียด | บริษัท | บมจ.ยูยู |
|---|---|---|---|
| จำนวนพนักงานทั้งหมด | ณ สิ้นปีรายงาน | 220 คน | 145 คน |
| จำนวนพนักงานที่เข้ารับการฝึกอบรม | รวมทุกประเภท | 220 คน | 145 คน |
| สัดส่วนพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรม | (ร้อยละ ของพนักงานทั้งหมด) | ร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด | ร้อยละ 100 ของพนักงานทั้งหมด |
| จำนวนชั่วโมงฝึกอบรมรวม | รวมทุกหลักสูตร | 5,525.38 ชั่วโมง | 5,239 ชั่วโมง |
| ชั่วโมงฝึกอบรมเฉลี่ยต่อคน | ชั่วโมง/คน/ปี | 25.10 ชั่วโมง/คน/ปี | 36.13 ชั่วโมง/คน/ปี |
การจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรครอบคลุมการฝึกอบรมตามข้อกำหนดด้านกฎหมายและนโยบาย การเสริมสร้างสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ การพัฒนาศักยภาพผู้นำและหัวหน้างาน รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้และการจัดการความรู้ภายในองค์กร เพื่อให้การลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลสามารถนำไปสู่การยกระดับผลการปฏิบัติงาน และความพร้อมขององค์กรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทได้เชื่อมโยงการลงทุนด้านการพัฒนาบุคลากรเข้ากับระบบการประเมินผลการฝึกอบรม และการพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan: IDP) เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรเป็นไปตามเป้าหมายและ มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง และการถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความพร้อมของบุคลากรและความต่อเนื่องขององค์กรอย่างยั่งยืน
การเชื่อมโยงการพัฒนาเข้ากับความก้าวหน้าในสายอาชีพ
การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในระยะเติบโตถูกเชื่อมโยงกับโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทมุ่งส่งเสริมการเติบโตจากภายใน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถ และก้าวสู่บทบาทที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้นตามเส้นทางอาชีพที่เหมาะสม
จากสถิติในช่วงปี 2565–2568 พบว่าพนักงานได้รับการเลื่อนระดับหรือเลื่อนตำแหน่งภายในกลุ่มบริษัทในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิผลของระบบการพัฒนาบุคลากรและการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Advancement) อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การส่งเสริมความก้าวหน้าในสายอาชีพดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน (Disclosure 404-3)
| ปี | พนักงานรวม (คน) | ปรับระดับ/ตำแหน่ง (ร้อยละ) | แบ่งตามเพศ (ร้อยละ) | |
|---|---|---|---|---|
| ชาย | หญิง | |||
| 2565 | 230 | 13.04 | 8.70 | 4.35 |
| 2566 | 227 | 18.50 | 7.49 | 11.01 |
| 2567 | 233 | 10.73 | 5.15 | 5.58 |
| 2568 | 220 | 12.27 | 7.27 | 5.00 |
การบริหารจัดการและดูแลสวัสดิการพนักงาน
พนักงานเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญขององค์กรในการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจและความยั่งยืนในระยะยาว ความสามารถในการพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ของบุคลากรส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการแข่งขัน และความมั่นคงขององค์กร ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างเป็นระบบ
สวัสดิการพนักงาน (Disclosure 401-2)
บริษัทมีระบบสวัสดิสงเคราะห์ยืดหยุ่นที่ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของพนักงานใน แต่ละช่วงวัย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาล
- เบี้ยประกันชีวิต และประกันสุขภาพ
- ช่วยเหลือค่าเล่าเรียนบุตร
- เงินสงเคราะห์บุตร
- เงินช่วยเหลืองานแต่งงาน
- สมาชิกศูนย์กีฬา และท่องเที่ยวนันทนาการ
- ค่าอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Working)
- ค่าช่วยเหลือที่อยู่อาศัยและยานพาหนะของพนักงาน
คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ (Disclosure 2-30)
กลุ่มบริษัทจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โดยในปี 2568 กลุ่มบริษัทมีคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ (คณะกรรมการสวัสดิการฯ) จำนวน 3 คณะ คือ
- คณะกรรมการสวัสดิการฯ ของบริษัท จำนวน 2 คณะ คือ
- คณะกรรมการสวัสดิการฯ สำนักงานใหญ่
- คณะกรรมการสวัสดิการฯ ศูนย์ปฎิบัติการระยอง
- คณะกรรมการสวัสดิการฯ ของบมจ.ยูยู 1 คณะ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 5.52 ของพนักงานทั้งหมด
| รายละเอียด | แบ่งตามระดับพนักงาน | แบ่งตามเพศ | แบ่งตามภูมิภาค | |||
|---|---|---|---|---|---|---|
| ปฎิบัติการ | บังคับบัญชา | ชาย | หญิง | ภาคกลาง | ภาคตะวันออก | |
| คณะกรรมการสวัสดิการฯ บริษัท (สำนักงานใหญ่) | 4 | 1 | 2 | 3 | 5 | - |
| คณะกรรมการสวัสดิการฯ บริษัท (ศูนย์ปฏิบัติการระยอง) | 4 | 1 | 3 | 2 | - | 5 |
| คณะกรรมการสวัสดิการฯ บมจ.ยูยู | 8 | - | 3 | 5 | 5 | 3 |
โครงการสวัสดิการสำหรับพนักงานที่เกษียณอายุแล้ว (Disclosure 201-3)
บริษัทตระหนักดีว่าพนักงานที่เกษียณอายุเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า และเป็นกำลังสำคัญที่ร่วมสร้างรากฐานและความเติบโตของบริษัทมาอย่างยาวนาน ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อพนักงานครบเกษียณอายุ 60 ปี และพ้นสภาพการเป็นพนักงาน บริษัทจึงจัดกิจกรรมเพื่อแสดงความขอบคุณในการทำงานกับบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้เกษียณ โดยเฉพาะด้านสุขภาพซึ่งมีความสำคัญในช่วงวัยดังกล่าว ในรอบการตรวจสุขภาพประจำปีของพนักงาน บริษัทได้ประสานความร่วมมือกับสถานพยาบาลคู่สัญญา เพื่อจัดทำโปรแกรมตรวจสุขภาพในอัตราค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับผู้เกษียณอายุ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบของบริษัทต่อบุคลากร แม้หลังจากพ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้ว โดยผลสะท้อนจากผู้เกษียณพบว่ารู้สึกขอบคุณและประทับใจที่บริษัทยังคงให้ความสำคัญและดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัท และบุคลากรแม้ไม่ได้ปฏิบัติงานที่บริษัทแล้ว
การนำความคิดเห็นที่ได้รับจากช่องทางต่าง ๆ มาปรับปรุง ในปี 2568
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างแรงจูงใจ และความผูกพันระหว่างพนักงานกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง จึงดำเนินการพัฒนาแนวทางสนับสนุนการทำงานและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพ
การปรับปรุงสวัสดิสงเคราะห์ยืดหยุ่น
บริษัทได้ทบทวนและปรับปรุงนโยบายสวัสดิสงเคราะห์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความหลากหลายของพนักงาน โดยเฉพาะในประเด็น “สมรสเท่าเทียม” ซึ่งมีกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 มกราคม 2568 เพื่อให้พนักงานทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านสวัสดิการพื้นฐาน สวัสดิการยืดหยุ่น และสิทธิวันลา การดำเนินการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งเสริมความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity & Inclusion) ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน
การพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานและสุขภาวะพนักงาน
จากผลสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงานปี 2567 พบว่า มิติ “บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการทำงาน” เป็นประเด็นที่มีโอกาสพัฒนา โดยเฉพาะในด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการดูแลบุคลากรในเชิงจิตใจและอารมณ์ บริษัทได้นำมาต่อยอดสู่การเข้าร่วมโครงการ “พื้นที่เรียนรู้สุขภาวะทางปัญญาเพื่อการเติบโตไปด้วยกัน” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะและสภาพแวดล้อมการทำงานที่เกื้อหนุนทั้งด้านกาย ใจ และความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ผ่านกิจกรรมเรียนรู้เชิงบวกและการพัฒนาทัศนคติที่เหมาะสมกับองค์กร โดยในปี 2568 บริษัทอยู่ระหว่างการออกแบบกิจกรรมร่วมกับ สสส. ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กร และจะดำเนินการจัดกิจกรรมภายในปี 2569 ต่อไป
ผลการสำรวจความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน
ความผูกพันของพนักงาน
บริษัทให้ความสำคัญกับความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่น และความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการสำรวจความผูกพันของพนักงาน โดยใช้แบบประเมินที่มีคะแนนเต็ม 6 คะแนน ผลการสำรวจพบว่า คะแนนความผูกพันโดยรวมอยู่ที่ 4.92 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจย้อนหลัง 2 ปีที่ผ่านมา
แนวโน้มการปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของการปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การสื่อสารภายในองค์กร และการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงานให้เอื้อต่อการมีส่วนร่วมและความภาคภูมิใจในองค์กรตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ความพึงพอใจในการทำงานของพนักงาน
บริษัทดำเนินการสำรวจความพึงพอใจในการทำงานของพนักงานเป็นประจำทุกปี เพื่อประเมินมุมมองและความรู้สึกของพนักงานต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
ในปี 2568 ผลสำรวจความพึงพอใจโดยรวมอยู่ที่ 4.56 คะแนน ลดลงจากปี 2567 เล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับที่ดี สะท้อนถึงความมั่นคงของบรรยากาศการทำงานโดยรวม แต่เมื่อพิจารณาแยกตามด้าน พบว่า
- ด้านที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด คือ ด้านสัมพันธภาพในที่ทำงาน มีระดับความพึงพอใจร้อยละ 81.80 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชา
- ด้านที่ได้รับความพึงพอใจต่ำสุด คือ ด้านผลการดำเนินงาน การบริหารงาน และกระบวนการทำงาน มีระดับความพึงพอใจ ร้อยละ 70.12 ซึ่งบริษัทจะนำผลการสำรวจดังกล่าวไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการ และการสื่อสารภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง
บริษัทเชื่อว่าการรับฟังความคิดเห็นของพนักงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยเสริมสร้างความผูกพัน ความพึงพอใจ และสนับสนุนความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว
