การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การบูรณาการจัดการน้ำ
(Disclosure 201-2, 303-1:2018)
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความแปรปรวนของระบบความกดอากาศ และกระแสลมจากมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และIndian Ocean Dipole (IOD) ความผันผวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ และความเพียงพอของแหล่งน้ำต้นทุนในระยะยาว
บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการให้บริการน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดให้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า (International Research Institute for Climate and Society: IRI) ร่วมกับข้อมูลปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำกักเก็บ และแนวโน้มความต้องการใช้น้ำของลูกค้า เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินความเพียงพอของแหล่งน้ำต้นทุน ร่วมกับการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมุ่งสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนว่าสามารถมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management) ด้วยการสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำให้แก่ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ดังนี้
การสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ
บริษัทมีโครงข่ายท่อส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความยาวท่อรวมกว่า 553 กิโลเมตร โดยมีการเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลัก/แหล่งน้ำสำรองของภาครัฐ และแหล่งน้ำที่บริษัทพัฒนา ในรูปแบบ Water Grid เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำแต่ละแหล่งได้อย่างมีความเหมาะสมต่อความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ สอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละช่วงเวลา ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการพิจารณาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อสร้างเสถียรภาพของแหล่งน้ำ ตลอดจนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำรองรับความเสี่ยงจากการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก บริษัทมีแผนการดำเนินงานสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ ประกอบด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่
- การเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุน
- การพัฒนาระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid)
- การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า
การเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุน :
จากการประเมินปริมาณความต้องการใช้น้ำจากระบบท่อส่งน้ำของบริษัท ทั้งในส่วนของปริมาณน้ำดิบ ปริมาณน้ำประปา และปริมาณน้ำอุตสาหกรรม พบว่าความต้องการใช้น้ำในปัจจุบัน และในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการขยายตัวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) บริษัทได้ทบทวนศักยภาพของโครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงความเพียงพอควบคู่ไปกับตำแหน่งของการพัฒนาแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับตำแหน่งการใช้น้ำ และพิจารณาการพัฒนาแหล่งน้ำให้สูงกว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 15.00 ของปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งหมด เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงปีที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ บริษัทจึงได้จัดทำแผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำ และโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำทั้งในส่วนของการปรับปรุงท่อส่งน้ำเดิม การพัฒนาท่อส่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำ รวมถึงการพิจารณาแหล่งน้ำสำรองทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพของแหล่งน้ำดิบ อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยแผนการพัฒนาแหล่งน้ำจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงการใช้น้ำของชุมชนโดยรอบ
การพัฒนาระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid)
บริษัทดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำสำรองของทั้งภาครัฐ และของบริษัทในรูปแบบ Water Grid ให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสอดคล้องต่อความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการก่อสร้างระบบโครงข่ายท่อเพิ่มเติมแล้วเสร็จสามารถจ่ายน้ำผ่านเส้นท่อไปยังพื้นที่แหลมฉบังได้เพิ่ม 1 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบท่อหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้
(1) โครงการก่อสร้างระบบท่อหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง
เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ ของทั้งภาครัฐกับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัท รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพการส่งจ่ายน้ำจากพื้นที่ระยองไปยังพื้นที่ชลบุรี ให้สามารถบริหารจัดการน้ำ ควบคู่ไปกับการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ชลบุรี รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยมีความสามารถในการส่งจ่ายน้ำได้ประมาณ 350,000 ลบ.ม.ต่อวัน ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถจ่ายน้ำผ่านเส้นท่อไปยังพื้นที่แหลมฉบังได้ ตั้งแต่ไตรมาสแรก ของปี 2568
(2) โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี
เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร ของทั้งภาครัฐกับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัท ให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่ชลบุรี และพื้นที่ปลวกแดง-บ่อวิน รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ตามนโยบายของรัฐบาลรวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยมีความสามารถในการส่งจ่ายน้ำได้ประมาณ 142,000 ลบ.ม.ต่อวัน ความก้าวหน้าร้อยละ 93.00 ปัจจุบันสามารถจ่ายน้ำย้อนกลับผ่านเส้นท่อได้

การประสานความร่วมมือ และคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า
เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมอุตุนิยมวิทยา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นต้น โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ แนวโน้มสภาพอากาศในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันในช่วงสถานการณ์เสี่ยง
การบริหารจัดการน้ำร่วมกัน
แหล่งน้ำที่บริษัทนำมาใช้บริหารจัดการเป็นน้ำผิวดินที่สูบมาจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งสามารถจำแนกตามการใช้งานได้เป็น 2 ลักษณะ คือ แหล่งน้ำหลัก และแหล่งน้ำสำรอง โดยมีรายละเอียดการจำแนก ดังนี้
แหล่งน้ำหลัก
แหล่งน้ำที่บริษัทได้รับการจัดสรรตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ และแหล่งน้ำที่บริษัทได้รับการจัดสรรจาก กรมชลประทาน โดยอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานจะเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทางน้ำธรรมชาติมาเติม หรือ ผ่านตลอด และแม่น้ำลำคลองที่ได้รับการอนุญาตสูบน้ำจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ รวมถึงแหล่งน้ำดิบที่บริษัทรับซื้อจากเอกชน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำบางพระอ่าง อ่างเก็บน้ำหนองค้อ บ่อน้ำเอกชน แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำระยอง (คลองทับมา)
แหล่งน้ำสำรอง
แหล่งน้ำที่บริษัทสำรองไว้เพื่อเสริมความมั่นคงของแหล่งน้ำหลัก ต้องมีการเก็บสำรองน้ำไว้ล่วงหน้า โดยจะใช้ในกรณีที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลักมีน้อย หรือเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำ รวมถึงสระเก็บน้ำดิบที่บริษัท เป็นเจ้าของ ได้แก่ สระเก็บน้ำดิบทับมา สระเก็บน้ำดิบสำนักบก สระเก็บน้ำดิบฉะเชิงเทรา
ตารางแสดงข้อมูลปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำหลักที่บริษัทใช้ใน ปี 2566-2568 (Disclosure 303-3:2018, 303-5:2018)
| แหล่งน้ำ | ได้รับจัดสรร (ตามหนังสืออนุญาต) พันล้านลิตร | น้ำสูบปี 2566 พันล้านลิตร | น้ำสูบปี 2567 พันล้านลิตร | น้ำสูบปี 2568 พันล้านลิตร | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร | ||
| 1. อ่างเก็บน้ำประแสร์ | 110.00 | 51.48 | 0.00 | 60.82 | 0.00 | 36.72 | 0.00 |
| 2. อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล* | 120.00 | 99.75 | 0.00 | 143.32 | 0.00 | 137.51 | 0.00 |
| 3. อ่างเก็บน้ำดอกกราย | 116.00 | 69.99 | 0.00 | 7.71 | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| 4. อ่างเก็บน้ำบางพระ | 8.00 | 6.12 | 0.00 | 3.88 | 0.00 | 3.67 | 0.00 |
| 5. อ่างเก็บน้ำหนองค้อ | 16.70 | 9.71 | 0.00 | 1.11 | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| 6. แม่น้ำบางปะกง (Water Stress) | 50.00 | 28.45 | 0.00 | 27.55 | 0.00 | 16.51 | 0.00 |
| 7. คลองทับมา แม่น้ำระยอง | 0.00 | 8.27 | 0.00 | 4.55 | 0.00 | 4.42 | 0.00 |
| 8. แหล่งน้ำเอกชน (Water Stress) | 12.00 | 13.01 | 0.00 | 7.95 | 0.00 | 5.70 | 0.00 |
| 9. ปริมาณน้ำฝนจากสระสำรองสำนักบก (Water Stress) | 0.00 | 0.35 | 0.00 | 0.00 | 0.00 | 0.00 | 0.00 |
| รวม | 432.70 | 287.13 | 0.00 | 256.89 | 0.00 | 204.53 | 0.00 |
หมายเหตุ : * ปี 2568 อ่างเก็บหนองปลาไหลบริษัทสูบน้ำมากกว่าหนังสืออนุญาต จำนวน 17.51 ล้านลบ.ม. เนื่องจากการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) คาดการณ์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 จะมีปริมาณในอ่างฯมากกว่าเส้นระดับควบคุมบน (Upper Rule Curve) ซึ่งกรมชลประทานจะต้องพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อป้องกันน้ำล้นอ่างเก็บน้ำ ดังนั้น บริษัทจึงปรับแผนการสูบน้ำเพิ่มทดแทนการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แหล่งน้ำหลักที่ได้รับจัดสรรจากกรมชลประทานเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนตุลาคมของปีถัดไป โดยในแต่ละปี กรมชลประทาน จะแจ้งผู้ใช้น้ำนอกภาคเกษตร (ภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม) เพื่อรับทราบปริมาณน้ำที่ได้รับอนุญาตในปีนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำช่วงต้นฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน) ปริมาณน้ำกักเก็บต่ำสุด แผนการส่งจ่ายน้ำภาคเกษตร การระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ทั้งนี้ ระหว่างรอบปีการจัดสรรจะมีการติดตามปริมาณการใช้น้ำดังกล่าว เพื่อจัดสรรปริมาณน้ำเพิ่มเติม ในกรณีที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มระหว่างรอบปี โดยสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำ
ในปี 2568 การสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกง บริษัทจัดประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำบางปะกง และผู้เกี่ยวของเพื่อขอมติในการสูบน้ำ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 โดยที่ประชุมเห็นชอบให้บริษัทเริ่มสูบน้ำระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน 2568 เพื่อส่งจ่ายให้กับผู้ใช้น้ำในภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ฉะเชิงเทราเป็นหลัก และอีกส่วนหนึ่งสูบผันไปเก็บสำรองไว้ยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อสำรองไว้ให้กับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ชลบุรีในช่วงฤดูแล้งปี 2569
การบริหารจัดการน้ำ ในปี 2568 ความท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เนื่องจากบริษัทได้ส่งมอบทรัพย์สินคืนกรมธนารักษ์ จึงต้องเร่งรัดพัฒนาโครงการท่อส่งน้ำ หนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง ของบริษัทให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2568 สำหรับส่งจ่ายน้ำให้พื้นที่ปลวกแดง–บ่อวิน และพื้นที่ชลบุรี เพื่อลดผลกระทบกับลูกค้าของบริษัท ทั้งนี้ ในภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ระยอง และพื้นที่ชลบุรี ช่วงต้นปี 2568 ปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำของพื้นที่ระยอง และพื้นที่ชลบุรี ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ บริษัทจึงได้จัดทำมาตรการเพื่อรองรับการใช้น้ำในปี 2568 ดังนี้

สรุปปริมาณน้ำทั้งหมดที่บริษัทสูบเพื่อบริหารจัดการในปี 2568 อยู่ที่ 204.53 ล้าน ลบ.ม. ลดลงจากปี 2567 เนื่องจากผู้ใช้น้ำในพื้นที่มาบตาพุดมีแหล่งน้ำทางเลือกเพิ่มขึ้นทำให้ลดการใช้น้ำจากบริษัทลง ควบคู่ไปกับการที่เศรษฐกิจชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนส่งผลให้ให้ลดกำลังการผลิต และลดการใช้น้ำ รวมถึงการที่ผู้ใช้น้ำบางส่วนพิจารณาไปรับน้ำจากระบบท่อกรมธนารักษ์
ภาพรวมการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่
การใช้น้ำประปาของบริษัท
บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้น้ำภายในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน สถานีสูบน้ำ และบ้านพักพนักงาน ผ่านการรณรงค์ให้พนักงานใช้น้ำอย่างประหยัด และรู้คุณค่า ในปี 2568 บริษัทมีการใช้น้ำประปาเฉลี่ย 2,611.08 ลบ.ม.ต่อเดือน โดยแหล่งน้ำที่ใช้มาจากการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค รายละเอียดการใช้น้ำแยกแต่ละพื้นที่ ดังนี้
| พื้นที่ใช้น้ำ | หน่วยงานผู้ส่งน้ำ | ปริมาณการใช้น้ำ (เฉลี่ย ลบ.ม./เดือน) | ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลบ.ม.) (Disclosure 303-3) | ปริมาณน้ำทิ้ง (ลบ.ม.)5 (Disclosure 303-4) | ปริมาณน้ำใช้ (ลบ.ม.) (Disclosure 303-5) | ||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2566 | 2567 | 2568 | 2566 | 2567 | 2568 | 2566 | 2567 | 2568 | 2566 | 2567 | 2568 | ||
| อาคารอีสท์วอเตอร์1 | กปน. | 1,547.17 | 1,571.08 | 2,167.00 | 18,566.00 | 18,853.00 | 26,004.00 | 14,852.80 | 15,082.40 | 20,803.20 | 3,713.20 | 3,770.60 | 5,200.80 |
| สำนักงานปฏิบัติงาน2 | กปภ. | 45.67 | 39.67 | 23.08 | 548.00 | 476.00 | 277.00 | 438.40 | 380.80 | 221.60 | 109.60 | 95.20 | 55.40 |
| สถานีสูบน้ำ 22 แห่ง3 | กปภ. | 405.42 | 429.75 | 411.33 | 4,865.00 | 5,157.00 | 4,936.00 | 3,892.00 | 4,125.60 | 3,948.80 | 973.00 | 1,031.40 | 987.20 |
| บ้านพักพนักงาน4 | กปภ. | 17.33 | 1.33 | 9.67 | 208.00 | 16.00 | 116.00 | 166.40 | 12.80 | 92.80 | 41.60 | 3.20 | 23.20 |
| รวม | 2,015.58 | 2,041.83 | 2,611.08 | 24,187.00 | 24,502.00 | 31,333.00 | 19,349.60 | 19,601.60 | 25,066.40 | 4,837.40 | 4,900.40 | 6,266.60 | |
หมายเหตุ
- หมายถึง การใช้น้ำของพื้นที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท (ชั้น18, 22-26) และพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด จำนวน 26,004.00 ลบ.ม ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียของอาคารจนได้น้ำทิ้งที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารฯ พ.ศ. 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม. นอกจากนี้ อาคารอีสท์วอเตอร์ มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่จากระบบบำบัดน้ำเสียในอาคาร จำนวน 158 ลบ.ม
- หมายถึง การใช้น้ำของสำนักงานทับมา ส่วนสำนักงานฉะเชิงเทราใช้มิเตอร์น้ำร่วมกับสถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา และสำนักงานหนองปลาไหลใช้มิเตอร์ร่วมกับสถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดันหนองปลาไหล (ใหม่)
- หมายถึง สถานีสูบน้ำจำนวน 14 แห่งใช้น้ำจาก กปภ. และบริษัทผลิตน้ำประปาใช้เอง จำนวน 4 แห่ง โดยน้ำดิบที่นำมาใช้ถือเป็นปริมาณน้ำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NRW) ได้แก่ สถานีสูบน้ำหนองค้อ สถานีสูบน้ำประแสร์2 สถานีสูบน้ำหนองปลาไหล3 และสถานีรับน้ำหุบบอน นอกนั้นอีก 4 แห่ง ไม่มีน้ำประปาใช้
- หมายถึง การใช้น้ำบ้านพักพนักงานที่สระสำรองน้ำดิบทับมา สำหรับบ้านพักที่สถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา ใช้มิเตอร์น้ำเดียวกับสถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา
- ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งจากบ้านเรือน อาคาร จะมีค่าประมาณร้อยละ 80.00 (อ้างอิงจากคู่มือน้ำเสียชุมชน และระบบบำบัดน้ำเสีย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม)
การควบคุมน้ำสูญเสีย
น้ำ เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก แต่ปัญหาการขาดแคลนน้ำนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไม่เพียงพอต่อภาคเกษตรกรรม ภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำ ดังนั้น องค์การสหประชาชาติ จึงได้ประกาศแผนปฏิบัติการระดับสากลระหว่างปี 2561 – 2571 (ค.ศ.2018–2028) ที่มีชื่อว่า “น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Water for Sustainable Development) โดยมีการจัดการผสมผสานเรื่องของทรัพยากรน้ำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น น้ำสูญเสีย (Non-revenue water : NRW) คือ น้ำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งพลังงานจากการสูบจ่าย และการสูญเสียของทรัพยากรน้ำในระหว่างการสูบจ่ายก่อนถึงมือลูกค้า ดังนั้น บริษัทตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยวางแผนการดำเนินงานการสูบส่งน้ำที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ จึงทำให้บริษัทสามารถลดน้ำสูญเสียได้ พร้อมกับกำหนดนโยบายเรื่องการควบคุมน้ำสูญเสียน้อยกว่า ร้อยละ 2.50 ของปริมาณน้ำสูบเพื่อจ่ายตรงเข้าระบบ ไม่เพียงแค่การศึกษา และประเมินขีดความสามารถของการจัดการน้ำ บริษัทยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีใหม่อันทันสมัยที่เหมาะกับระบบการสูบจ่ายน้ำของบริษัท
ในปี 2568 บริษัทสามารถควบคุมน้ำสูญเสียในเส้นท่ออยู่ที่ร้อยละ 1.21 ของปริมาณสูบ(จ่ายตรง) โดยบริษัทมีการควบคุมกิจกรรม การดำเนินงานต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดน้ำสูญเสียอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำเป็นสำคัญส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมปริมาณน้ำสูญเสียให้มีค่าน้อยกว่า ปี 2567

ตารางปริมาณการสูบจ่ายน้ำของบริษัท ปี 2565-2568
| ปี | ปริมาณน้ำสูบ (จ่ายตรง) (ลบ.ม.) | ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า (ลบ.ม.) | ปริมาณน้ำกักเก็บ (ลบ.ม.) | ปริมาณน้ำสูญเสีย (ลบ.ม.) | ร้อยละ ปริมาณน้ำสูญเสีย (การจ่ายตรงเข้าระบบ) |
|---|---|---|---|---|---|
| 2565 | 284,856,822 | 263,692,366 | 16,355,523 | 4,817,933 | 1.69 |
| 2566 | 299,251,262 | 260,592,055 | 33,122,633 | 5,536,574 | 1.85 |
| 2567 | 275,052,991 | 243,150,509 | 28,236,390 | 3,666,092 | 1.33 |
| 2568 | 217,740,968 | 198,086,642 | 17,011,646 | 2,642,681 | 1.21 |
- ปริมาณน้ำสูญเสีย = ปริมาณน้ำสูบ(จ่ายตรง) – ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า – ปริมาณน้ำกักเก็บ
- ปริมาณน้ำสูบ (จ่ายตรง) คือ ปริมาณน้ำที่สูบจากแหล่งน้ำต้นทางไปถึงลูกค้าโดยตรง
- ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า คือ ปริมาณน้ำที่ผ่านมิเตอร์ลูกค้า