การรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การบูรณาการจัดการน้ำ

(Disclosure 201-2, 303-1:2018)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความแปรปรวนของระบบความกดอากาศ และกระแสลมจากมหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และIndian Ocean Dipole (IOD) ความผันผวนดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำ และความเพียงพอของแหล่งน้ำต้นทุนในระยะยาว

บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงทางกายภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการให้บริการน้ำอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดให้มีการติดตามและประเมินสถานการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ และทรัพยากรน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้า (International Research Institute for Climate and Society: IRI) ร่วมกับข้อมูลปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำกักเก็บ และแนวโน้มความต้องการใช้น้ำของลูกค้า เพื่อนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลในการประเมินความเพียงพอของแหล่งน้ำต้นทุน ร่วมกับการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรองรับความเสี่ยงดังกล่าว โดยมุ่งสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนว่าสามารถมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management) ด้วยการสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำให้แก่ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ดังนี้

การสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ

บริษัทมีโครงข่ายท่อส่งน้ำครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดในภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา มีความยาวท่อรวมกว่า 553 กิโลเมตร โดยมีการเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลัก/แหล่งน้ำสำรองของภาครัฐ และแหล่งน้ำที่บริษัทพัฒนา ในรูปแบบ Water Grid เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำแต่ละแหล่งได้อย่างมีความเหมาะสมต่อความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ สอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละช่วงเวลา ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการพิจารณาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อสร้างเสถียรภาพของแหล่งน้ำ ตลอดจนพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำรองรับความเสี่ยงจากการเกิดภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออก บริษัทมีแผนการดำเนินงานสร้างเสถียรภาพของระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ ประกอบด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่

  • การเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุน
  • การพัฒนาระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid)
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า

การเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำต้นทุน :

จากการประเมินปริมาณความต้องการใช้น้ำจากระบบท่อส่งน้ำของบริษัท ทั้งในส่วนของปริมาณน้ำดิบ ปริมาณน้ำประปา และปริมาณน้ำอุตสาหกรรม พบว่าความต้องการใช้น้ำในปัจจุบัน และในอนาคตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการขยายตัวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) บริษัทได้ทบทวนศักยภาพของโครงการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ โดยพิจารณาถึงความเพียงพอควบคู่ไปกับตำแหน่งของการพัฒนาแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับตำแหน่งการใช้น้ำ และพิจารณาการพัฒนาแหล่งน้ำให้สูงกว่าปริมาณความต้องการใช้น้ำไม่น้อยกว่าร้อยละ 15.00 ของปริมาณความต้องการใช้น้ำทั้งหมด เพื่อรองรับสถานการณ์ในช่วงปีที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปกติ บริษัทจึงได้จัดทำแผนหลักในการพัฒนาแหล่งน้ำ และโครงข่ายระบบท่อส่งน้ำทั้งในส่วนของการปรับปรุงท่อส่งน้ำเดิม การพัฒนาท่อส่งน้ำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มศักยภาพแหล่งน้ำ รวมถึงการพิจารณาแหล่งน้ำสำรองทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างเสถียรภาพของแหล่งน้ำดิบ อันจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยแผนการพัฒนาแหล่งน้ำจะสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมรวมถึงการใช้น้ำของชุมชนโดยรอบ

การพัฒนาระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำ (Water Grid)

บริษัทดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำสำรองของทั้งภาครัฐ และของบริษัทในรูปแบบ Water Grid ให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความสอดคล้องต่อความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ ซึ่งในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการก่อสร้างระบบโครงข่ายท่อเพิ่มเติมแล้วเสร็จสามารถจ่ายน้ำผ่านเส้นท่อไปยังพื้นที่แหลมฉบังได้เพิ่ม 1 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบท่อหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

(1) โครงการก่อสร้างระบบท่อหนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง

เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ ของทั้งภาครัฐกับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัท รวมถึงเป็นการเพิ่มศักยภาพการส่งจ่ายน้ำจากพื้นที่ระยองไปยังพื้นที่ชลบุรี ให้สามารถบริหารจัดการน้ำ ควบคู่ไปกับการเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ชลบุรี รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ตามนโยบายรัฐบาล รวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยมีความสามารถในการส่งจ่ายน้ำได้ประมาณ 350,000 ลบ.ม.ต่อวัน ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถจ่ายน้ำผ่านเส้นท่อไปยังพื้นที่แหลมฉบังได้ ตั้งแต่ไตรมาสแรก ของปี 2568

(2) โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำดิบอ่างเก็บน้ำคลองหลวง-ชลบุรี

เพื่อเชื่อมโยงแหล่งน้ำหลักจากอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลทร ของทั้งภาครัฐกับระบบโครงข่ายท่อส่งน้ำของบริษัท ให้สามารถบริหารจัดการน้ำเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่ชลบุรี และพื้นที่ปลวกแดง-บ่อวิน รองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ตามนโยบายของรัฐบาลรวมถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต โดยมีความสามารถในการส่งจ่ายน้ำได้ประมาณ 142,000 ลบ.ม.ต่อวัน ความก้าวหน้าร้อยละ 93.00 ปัจจุบันสามารถจ่ายน้ำย้อนกลับผ่านเส้นท่อได้

การประสานความร่วมมือ และคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้า

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบริษัทมีการวางแผนการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงได้มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมอุตุนิยมวิทยา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นต้น โดยความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ แนวโน้มสภาพอากาศในระยะสั้นและระยะยาว ตลอดจนการวางแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกันในช่วงสถานการณ์เสี่ยง

แหล่งที่มา Aqueduct Water Risk Atlas : www.wri.org/our-work/project/aqueduct

การบริหารจัดการน้ำร่วมกัน

แหล่งน้ำที่บริษัทนำมาใช้บริหารจัดการเป็นน้ำผิวดินที่สูบมาจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งสามารถจำแนกตามการใช้งานได้เป็น 2 ลักษณะ คือ แหล่งน้ำหลัก และแหล่งน้ำสำรอง โดยมีรายละเอียดการจำแนก ดังนี้

แหล่งน้ำหลัก

แหล่งน้ำที่บริษัทได้รับการจัดสรรตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ และแหล่งน้ำที่บริษัทได้รับการจัดสรรจาก กรมชลประทาน โดยอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานจะเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีทางน้ำธรรมชาติมาเติม หรือ ผ่านตลอด และแม่น้ำลำคลองที่ได้รับการอนุญาตสูบน้ำจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ รวมถึงแหล่งน้ำดิบที่บริษัทรับซื้อจากเอกชน ได้แก่ อ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำบางพระอ่าง อ่างเก็บน้ำหนองค้อ บ่อน้ำเอกชน แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำระยอง (คลองทับมา)

แหล่งน้ำสำรอง

แหล่งน้ำที่บริษัทสำรองไว้เพื่อเสริมความมั่นคงของแหล่งน้ำหลัก ต้องมีการเก็บสำรองน้ำไว้ล่วงหน้า โดยจะใช้ในกรณีที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำหลักมีน้อย หรือเกิดภาวะการขาดแคลนน้ำ รวมถึงสระเก็บน้ำดิบที่บริษัท เป็นเจ้าของ ได้แก่ สระเก็บน้ำดิบทับมา สระเก็บน้ำดิบสำนักบก สระเก็บน้ำดิบฉะเชิงเทรา

ตารางแสดงข้อมูลปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำหลักที่บริษัทใช้ใน ปี 2566-2568 (Disclosure 303-3:2018, 303-5:2018)
แหล่งน้ำ ได้รับจัดสรร (ตามหนังสืออนุญาต) พันล้านลิตร น้ำสูบปี 2566 พันล้านลิตร น้ำสูบปี 2567 พันล้านลิตร น้ำสูบปี 2568 พันล้านลิตร
ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (≤ 1,000 มก./ ลิตร) พันล้านลิตร ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำทั้งหมด (> 1,000มก./ ลิตร) พันล้านลิตร
1. อ่างเก็บน้ำประแสร์ 110.00 51.48 0.00 60.82 0.00 36.72 0.00
2. อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล* 120.00 99.75 0.00 143.32 0.00 137.51 0.00
3. อ่างเก็บน้ำดอกกราย 116.00 69.99 0.00 7.71 0.00 0.00 0.00
4. อ่างเก็บน้ำบางพระ 8.00 6.12 0.00 3.88 0.00 3.67 0.00
5. อ่างเก็บน้ำหนองค้อ 16.70 9.71 0.00 1.11 0.00 0.00 0.00
6. แม่น้ำบางปะกง (Water Stress) 50.00 28.45 0.00 27.55 0.00 16.51 0.00
7. คลองทับมา แม่น้ำระยอง 0.00 8.27 0.00 4.55 0.00 4.42 0.00
8. แหล่งน้ำเอกชน (Water Stress) 12.00 13.01 0.00 7.95 0.00 5.70 0.00
9. ปริมาณน้ำฝนจากสระสำรองสำนักบก (Water Stress) 0.00 0.35 0.00 0.00 0.00 0.00 0.00
รวม 432.70 287.13 0.00 256.89 0.00 204.53 0.00

หมายเหตุ : * ปี 2568 อ่างเก็บหนองปลาไหลบริษัทสูบน้ำมากกว่าหนังสืออนุญาต จำนวน 17.51 ล้านลบ.ม. เนื่องจากการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการน้ำภาคตะวันออก (Keyman Water War Room) คาดการณ์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2568 จะมีปริมาณในอ่างฯมากกว่าเส้นระดับควบคุมบน (Upper Rule Curve) ซึ่งกรมชลประทานจะต้องพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเพื่อป้องกันน้ำล้นอ่างเก็บน้ำ ดังนั้น บริษัทจึงปรับแผนการสูบน้ำเพิ่มทดแทนการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ เพื่อให้กรมชลประทานสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

แหล่งน้ำหลักที่ได้รับจัดสรรจากกรมชลประทานเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนตุลาคมของปีถัดไป โดยในแต่ละปี กรมชลประทาน จะแจ้งผู้ใช้น้ำนอกภาคเกษตร (ภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม) เพื่อรับทราบปริมาณน้ำที่ได้รับอนุญาตในปีนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำช่วงต้นฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน) ปริมาณน้ำกักเก็บต่ำสุด แผนการส่งจ่ายน้ำภาคเกษตร การระบายน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ทั้งนี้ ระหว่างรอบปีการจัดสรรจะมีการติดตามปริมาณการใช้น้ำดังกล่าว เพื่อจัดสรรปริมาณน้ำเพิ่มเติม ในกรณีที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเพิ่มระหว่างรอบปี โดยสอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำ

ในปี 2568 การสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกง บริษัทจัดประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำบางปะกง และผู้เกี่ยวของเพื่อขอมติในการสูบน้ำ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 โดยที่ประชุมเห็นชอบให้บริษัทเริ่มสูบน้ำระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง พฤศจิกายน 2568 เพื่อส่งจ่ายให้กับผู้ใช้น้ำในภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่ฉะเชิงเทราเป็นหลัก และอีกส่วนหนึ่งสูบผันไปเก็บสำรองไว้ยังอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อสำรองไว้ให้กับผู้ใช้น้ำในพื้นที่ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ชลบุรีในช่วงฤดูแล้งปี 2569

การบริหารจัดการน้ำ ในปี 2568 ความท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เนื่องจากบริษัทได้ส่งมอบทรัพย์สินคืนกรมธนารักษ์ จึงต้องเร่งรัดพัฒนาโครงการท่อส่งน้ำ หนองปลาไหล-หนองค้อ-แหลมฉบัง ของบริษัทให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2568 สำหรับส่งจ่ายน้ำให้พื้นที่ปลวกแดง–บ่อวิน และพื้นที่ชลบุรี เพื่อลดผลกระทบกับลูกค้าของบริษัท ทั้งนี้ ในภาพรวมสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ระยอง และพื้นที่ชลบุรี ช่วงต้นปี 2568 ปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำของพื้นที่ระยอง และพื้นที่ชลบุรี ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ บริษัทจึงได้จัดทำมาตรการเพื่อรองรับการใช้น้ำในปี 2568 ดังนี้

1
มาตรการเร่งรัดโครงการท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-หนองค้อ
2
มาตรการเร่งสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกงมาฝากสำรองที่อ่างเก็บน้ำบางพระ และสระสำรองน้ำดิบสำนักบก
3
มาตรการใช้น้ำจากระบบสูบน้ำประแสร์และหนองปลาไหลส่งพื้นที่ปลวกแดง-บ่อวิน และพื้นที่ชลบุรีอย่างเต็มประสิทธิภาพ
4
มาตรการสูบผันน้ำร่วมกับกรมชลประทาน และการประปาส่วนภูมิภาคตามบันทึกข้อตกลงการดำเนินการสูบผันน้ำเชื่อมโยงระบบสูบน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ – อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ที่ประกอบด้วยระบบสูบประแสร์ – คลองใหญ่ และระบบสูบ
5
มาตรการสูบน้ำตามบันทึกข้อตกลงระบบสูบกลับวัดละหารไร่เติมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล

สรุปปริมาณน้ำทั้งหมดที่บริษัทสูบเพื่อบริหารจัดการในปี 2568 อยู่ที่ 204.53 ล้าน ลบ.ม. ลดลงจากปี 2567 เนื่องจากผู้ใช้น้ำในพื้นที่มาบตาพุดมีแหล่งน้ำทางเลือกเพิ่มขึ้นทำให้ลดการใช้น้ำจากบริษัทลง ควบคู่ไปกับการที่เศรษฐกิจชะลอตัวในภาคอุตสาหกรรมบางส่วนส่งผลให้ให้ลดกำลังการผลิต และลดการใช้น้ำ รวมถึงการที่ผู้ใช้น้ำบางส่วนพิจารณาไปรับน้ำจากระบบท่อกรมธนารักษ์

ภาพรวมการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่
พื้นที่มาบตาพุด พื้นที่บ้านฉาง และสัตหีบ
ลูกค้าส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นภาคอุตสาหกรรมกว่าร้อยละ 67.00 และเป็นภาคอุปโภคบริโภค ร้อยละ 33.00 ใช้น้ำจาก อ่างเก็บน้ำหลักในจังหวัดระยอง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำประแสร์ และแหล่งน้ำสำรองของบริษัท ได้แก่ สระสำรองน้ำดิบทับมา
พื้นที่ชลบุรี และพื้นที่ปลวกแดง-บ่อวิน
ลูกค้าส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นภาคอุปโภคบริโภคกว่าร้อยละ 60.00 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 40.00 โดย พื้นที่นี้ถือเป็นแนวยุทธศาสตร์เส้นใหม่ของประเทศ แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศส่งผลให้มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่เพียง 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำดิบจากจังหวัดระยอง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำประแสร์ โดยการสูบผันน้ำผ่านระบบท่อส่งน้ำของบริษัท
พื้นที่ฉะเชิงเทรา
ลูกค้าส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นภาคอุปโภคบริโภคกว่าร้อยละ 81.00 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 19.00 ใช้น้ำจากแม่น้ำบางปะกงเป็นหลัก อย่างไรก็ตามจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มทำให้พื้นที่บางแห่งได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำจืดในช่วงฤดูแล้ง ดังนั้น เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปีจึงต้องบริหารจัดการโดยการซื้อน้ำดิบจากแหล่งน้ำเอกชน มาเสริมความมั่นคงด้านแหล่งน้ำในพื้นที่ช่วงฤดูแล้ง และการสูบน้ำจากแม่น้ำบางปะกงในช่วงฤดูน้ำหลากไปฝากไว้ที่อ่างเก็บน้ำบางพระ ในจังหวัดชลบุรี เพื่อนำกลับมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง
การใช้น้ำประปาของบริษัท

บริษัทให้ความสำคัญกับการใช้น้ำภายในพื้นที่ปฏิบัติการของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน สถานีสูบน้ำ และบ้านพักพนักงาน ผ่านการรณรงค์ให้พนักงานใช้น้ำอย่างประหยัด และรู้คุณค่า ในปี 2568 บริษัทมีการใช้น้ำประปาเฉลี่ย 2,611.08 ลบ.ม.ต่อเดือน โดยแหล่งน้ำที่ใช้มาจากการประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค รายละเอียดการใช้น้ำแยกแต่ละพื้นที่ ดังนี้

พื้นที่ใช้น้ำ หน่วยงานผู้ส่งน้ำ ปริมาณการใช้น้ำ (เฉลี่ย ลบ.ม./เดือน) ปริมาณการใช้น้ำรวม (ลบ.ม.) (Disclosure 303-3) ปริมาณน้ำทิ้ง (ลบ.ม.)5 (Disclosure 303-4) ปริมาณน้ำใช้ (ลบ.ม.) (Disclosure 303-5)
2566 2567 2568 2566 2567 2568 2566 2567 2568 2566 2567 2568
อาคารอีสท์วอเตอร์1 กปน. 1,547.17 1,571.08 2,167.00 18,566.00 18,853.00 26,004.00 14,852.80 15,082.40 20,803.20 3,713.20 3,770.60 5,200.80
สำนักงานปฏิบัติงาน2 กปภ. 45.67 39.67 23.08 548.00 476.00 277.00 438.40 380.80 221.60 109.60 95.20 55.40
สถานีสูบน้ำ 22 แห่ง3 กปภ. 405.42 429.75 411.33 4,865.00 5,157.00 4,936.00 3,892.00 4,125.60 3,948.80 973.00 1,031.40 987.20
บ้านพักพนักงาน4 กปภ. 17.33 1.33 9.67 208.00 16.00 116.00 166.40 12.80 92.80 41.60 3.20 23.20
รวม 2,015.58 2,041.83 2,611.08 24,187.00 24,502.00 31,333.00 19,349.60 19,601.60 25,066.40 4,837.40 4,900.40 6,266.60

หมายเหตุ

  1. หมายถึง การใช้น้ำของพื้นที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท (ชั้น18, 22-26) และพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมด จำนวน 26,004.00 ลบ.ม ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียของอาคารจนได้น้ำทิ้งที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารฯ พ.ศ. 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนปล่อยลงท่อระบายน้ำทิ้งของ กทม. นอกจากนี้ อาคารอีสท์วอเตอร์ มีการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่จากระบบบำบัดน้ำเสียในอาคาร จำนวน 158 ลบ.ม
  2. หมายถึง การใช้น้ำของสำนักงานทับมา ส่วนสำนักงานฉะเชิงเทราใช้มิเตอร์น้ำร่วมกับสถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา และสำนักงานหนองปลาไหลใช้มิเตอร์ร่วมกับสถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดันหนองปลาไหล (ใหม่)
  3. หมายถึง สถานีสูบน้ำจำนวน 14 แห่งใช้น้ำจาก กปภ. และบริษัทผลิตน้ำประปาใช้เอง จำนวน 4 แห่ง โดยน้ำดิบที่นำมาใช้ถือเป็นปริมาณน้ำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NRW) ได้แก่ สถานีสูบน้ำหนองค้อ สถานีสูบน้ำประแสร์2 สถานีสูบน้ำหนองปลาไหล3 และสถานีรับน้ำหุบบอน นอกนั้นอีก 4 แห่ง ไม่มีน้ำประปาใช้
  4. หมายถึง การใช้น้ำบ้านพักพนักงานที่สระสำรองน้ำดิบทับมา สำหรับบ้านพักที่สถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา ใช้มิเตอร์น้ำเดียวกับสถานียกระดับน้ำฉะเชิงเทรา
  5. ปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยทิ้งจากบ้านเรือน อาคาร จะมีค่าประมาณร้อยละ 80.00 (อ้างอิงจากคู่มือน้ำเสียชุมชน และระบบบำบัดน้ำเสีย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม)
การควบคุมน้ำสูญเสีย

น้ำ เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประชาคมโลก แต่ปัญหาการขาดแคลนน้ำนับวันยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไม่เพียงพอต่อภาคเกษตรกรรม ภาคอุปโภคบริโภค และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของความยั่งยืนด้านทรัพยากรน้ำ ดังนั้น องค์การสหประชาชาติ จึงได้ประกาศแผนปฏิบัติการระดับสากลระหว่างปี 2561 – 2571 (ค.ศ.2018–2028) ที่มีชื่อว่า “น้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Water for Sustainable Development) โดยมีการจัดการผสมผสานเรื่องของทรัพยากรน้ำให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น น้ำสูญเสีย (Non-revenue water : NRW) คือ น้ำที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระบบส่งผลให้เกิดความสิ้นเปลืองทั้งพลังงานจากการสูบจ่าย และการสูญเสียของทรัพยากรน้ำในระหว่างการสูบจ่ายก่อนถึงมือลูกค้า ดังนั้น บริษัทตระหนัก และเล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้มาโดยตลอด โดยวางแผนการดำเนินงานการสูบส่งน้ำที่ไม่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ จึงทำให้บริษัทสามารถลดน้ำสูญเสียได้ พร้อมกับกำหนดนโยบายเรื่องการควบคุมน้ำสูญเสียน้อยกว่า ร้อยละ 2.50 ของปริมาณน้ำสูบเพื่อจ่ายตรงเข้าระบบ ไม่เพียงแค่การศึกษา และประเมินขีดความสามารถของการจัดการน้ำ บริษัทยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาเทคโนโลยีใหม่อันทันสมัยที่เหมาะกับระบบการสูบจ่ายน้ำของบริษัท

ในปี 2568 บริษัทสามารถควบคุมน้ำสูญเสียในเส้นท่ออยู่ที่ร้อยละ 1.21 ของปริมาณสูบ(จ่ายตรง) โดยบริษัทมีการควบคุมกิจกรรม การดำเนินงานต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดน้ำสูญเสียอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำเป็นสำคัญส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมปริมาณน้ำสูญเสียให้มีค่าน้อยกว่า ปี 2567

ตารางปริมาณการสูบจ่ายน้ำของบริษัท ปี 2565-2568
ปี ปริมาณน้ำสูบ (จ่ายตรง) (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำกักเก็บ (ลบ.ม.) ปริมาณน้ำสูญเสีย (ลบ.ม.) ร้อยละ ปริมาณน้ำสูญเสีย (การจ่ายตรงเข้าระบบ)
2565 284,856,822 263,692,366 16,355,523 4,817,933 1.69
2566 299,251,262 260,592,055 33,122,633 5,536,574 1.85
2567 275,052,991 243,150,509 28,236,390 3,666,092 1.33
2568 217,740,968 198,086,642 17,011,646 2,642,681 1.21
หมายเหตุ :
  1. ปริมาณน้ำสูญเสีย = ปริมาณน้ำสูบ(จ่ายตรง) – ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า – ปริมาณน้ำกักเก็บ
  2. ปริมาณน้ำสูบ (จ่ายตรง) คือ ปริมาณน้ำที่สูบจากแหล่งน้ำต้นทางไปถึงลูกค้าโดยตรง
  3. ปริมาณน้ำจำหน่ายลูกค้า คือ ปริมาณน้ำที่ผ่านมิเตอร์ลูกค้า